The violet comet 3
posted on 08 Aug 2009 23:26 by kidteungท้องฟ้า ทิวทัศน์ ทั้งผืนดินและผืนน้ำ ทั้งหมดล้วนถูก ทาด้วยสีขาว มิติที่มีแต่สีขาวนี้ชักชวนให้เด็กหนุ่มนั้นสงสัย ด้วยหัวใจที่สั่นระแวง เขาจำไม่กล้าแม่จะขยับปาก เอ๋ยคำถามใด
"เจ้าไม่ต้องพูดสิ่งใด เรารู้ในใจของเจ้า"เด็กสีขาวยังกล่าวด้วยเสียงหนาๆ เสียงนี้เป็นเสียงเดียวกันกับเสียงที่จริงได้ยินเมือตอนที่อยู่ที่ห้องของเขา "เราเป็นมิตร"เด็กสีขาวพูดพลางเอียงคอไปทางซ้ายเล็กน้องเบิกตากว้างโพลงให้เห็นตารูม่านตาที่ขยายขึ้น
"เหวอ อออ..."เด็กหนุ่มออกเสียงด้วยความตกใจพร้อมกลับถอยหลังล้มลงไป ขาและแขนของเขาตะกายถอยหลังเป็นก้าวสั้นๆถี่ๆรักษาระยะระหว่างเขากับ เด็กสีขาวไว้ระดับหนึ่ง
"เจ้าคงตกใจเราขอโทษด้วยแล้วกัน"พูดจบ เด็กสีขาวนั้นจึงเดินเข้ามาใกล้เด็กหนุ่ม อย่างช้าๆๆทีละก้าวแคบๆ ใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ใกล้จนทั้งสองสามารถเอื้อมถึงกัน ในความรู้สึกของจริงภามในใจของเขาเป็นภาพที่สยองที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา แขนของเขายกขึ้น ยื่นออกมาข้างหน้า และแบออก แสดงเจตจำนงว่าต้องการให้เด็กสีขาวหยุดและออกไปห่างๆ เมื่อใกล้จนเกินกว่าที่จริงจะรับได้ เด็กสีขาวก็เรื่มยื่นมือออกมาหาจริง จริงตัดสินใจหลับตาเพื่อหนีการรับรู้ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนี้จริงไม่สามารถมองเห็น แต่เค้าสัมผัสได้ว่ามือของเด็กสีขาวแตะที่มือของเขาทันทีเมือเขาหลับตา และความรู้สึกร้อน วูบก็แผ่มาที่มือของเขาผ่านจากมือของเด็กสีขาวนั้น และ ภายในมิติสีขาวนั้นจู่ๆลมก็พัดแรงขึ้นจากที่โลงๆสี่ขาวที่เงียบและไม่เคยมีสิ่งใดเคลื่อนไหวเลยด้ซ้ำ ความรู้สึกของเขาวูบเหมือนกำลังตกเหวลึกๆ เมื่อความรู้สึกทั้งหมดหยุดลง เขาลืมตาขึ้นใน
และในสถานการณ์ที่เขาวางใจนั้นเองเขาต้องประหลาดใจ ภาพที่เขาเห็น เป็นสงครามของ สิ่งมีชีวิตบางอย่าง รูปร่างคล้าย ลูกตา แต่ละลูกมีสีแตกต่างกัน อย่างเป็นเอกลักษณ์ ทุกลูกมีหมอกห่อหุ้มอยู่ และหมอกเหล่านั้นถูกเชื่อมกับหนามเล็กๆนับหมื่นๆทำหน้าทีเสมือนแขนขาหนามทั้งหมดสามารถเกาะกลุ่มรวมกันหรือแยกกันเปลี่ยนรูปได้อย่างอิสระตามแต่ลูกตานั้นจะความคุม ลูกตาทั้งหลายทำสงครามกัน ด้วยหนามโดยการพุ่งใส่กัน บ้างก็สลายจากการถุกโจมตีด้วยหนาม ควันที่เก่ากลุ่มลอยฟุ้งสีของตาเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำแล้วลูกตาตกลงที่พื้น บางที่นั่นอาจหมายถึงตาย ในขณะที่ภาพเหล่านั้นกำลัง ลอยและผ่านไปอย่างลวดเร็ว เสียงหนาๆเสียงเดิมก็ดังขึ้น
"ทีนั่นคือบ้านของเราที่เราจากมา ในภาวะสงครามฐานะและสถานภาพของเรา ทำให้เราต้องอพยพ มาอยู่ทีดาวดวงนี้ บางทีอาจเป็นเรื่องบังเอิญแต่บางทีอาจเป็นความตั้งใจของคนที่ส่งเรามาก็เป็นได้"ภาพต่างๆเริ่มจางและมืดลง ในขณะทีเสียงนี้เริ่มดังขึ้น
"ท่านเป็นใคร แล้ว อยู่ไหนออกมาเดี๋ยวนี้นะ"เด็กหนุ่มตะโกนก้องพร้อมกับหมุนตัวไปรอบๆเพื่อหาเจ้าของเสียงท่ามกลางความมืดทีไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดเลย
"ตอนนี้เราเกาะอยู่ในส่วนทีลึกที่สุดของท่าน ในสภาวะที่พวกท่านเรียกว่าจิต เราเข้าใจความรู้สึกและความคิดหมายในใจของเจ้า ภาพที่ท่านเห็นทั้งหมด เป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นเพื่อสื่อสารกับท่าน"เสียงลึกลับพยายามตอบข้อสงสัยในใจของเด็กหนุ่ม
"นี่แสดงว่าแก ก็เป็นไอ้หมอกสีม่วงๆแล้วก็ไอ้เด็กตัวขาวๆเลยซินะ ออกมาจากตัวข้าเดียวนี้นะ"เสียงของเด็กหนุ่มเริ่มเปลี่ยนจากหวาดกลัวเป็นหงุดหงิด เค้าคงไม่อยากให้ใครมายุ่งวุ่นวายกับจิตใจของเขาเท่าไหร่นัก
"ดาวหางสีม่วงคือตอนที่เราเริ่มต้นและเราต้องขอโทษเจ้าด้วย สภาวะทีเราเป็นอยู่ คือ สถาวะที่พวกท่านเรียกว่าจิต เราดำเนินชีวิตโดยใช้ สภาวะของเราทำสิ่งต่างๆ และในโลกที่เรามาทุกอย่างล้วน เป็นสิ่งที่พวกท่านเรียกว่าจิต จากที่เราดูในประสบการณ์ชีวิตของท่าน บางทีมันอาจจะเรียกว่าประสาทสัมผัส ที่ท่านสามารถมองเห็น ท่านสามารถได้ยิน ได้กลิ่น ได้ฟัง ได้ลิ้มรส เราเหมือนอาศัยอยู่กันคนละมิติ และโดยการมีอยู่ของเราจำเป็นต้องมีเจ้าเราจำเป็นต้องยืมร่องท่านเป็นพาหะในการตามหาพวกพ้องเพื่อกลับไปที่ดาวพฤหัส เพื่อกู้เอกราช"เสียงปริศนานั้นบอกทุกอย่างที่เด็กหนุ่มจำเป็นต้องรู้
"แล้วทำไมต้องเป็นเราด้วย"เด็กหนุ่มถามด้วยเบื้องหลังความรู้สึกที่อยากปฎิเสธ
"เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะมีจิตที่สัมผัสและรับรู้ สัญญาณจิตของเราได้"เสียงปริศนาเริ่มตอบคำถามเรื่อยๆ
"ภาพที่เกิดขึ้นทุกๆอย่างที่เจ้าเห็นไม่ว่าจะเรื่องแปลกๆ ของดาวหาง ควัน รึเด็กสีขาว ทุกอย่างเป็นการแทรกแซงทางจิต เราสังเคราะห์และส่งสัญญาณถึงจิตเจ้าโดยตรง และสัญญาณที่เราส่งมันเร็วจนทุกอย่างรอบตัวเหมือนช้าลง ทีนี้คงเข้าใจแล้วสินะ"เมื่อสิ้นประโยคสุดท้าย เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนทุกอย่างแปรผันอีกครั้งแต่ครั้งนี้ไม่เหมือนทุกครั้งเด็กหนุ่มรู้ในใจทุกอย่างกำลังกลับสู่ภาวะปกติ
"เดี๋ยวก่อน เรายังมีเรื่องต้องคุยกันอยู่นะ"เด็กหนุ่มตระโกนเพราะยังไม่หมดคำถาม
"ทุกอย่างทีเจ้าควรรู้ในตอนนี้เราบอกหมดแล้ว แล้วโอกาสหน้าเราคงได้รู้จักกันมากขึ้น"เสียงเดิมตอบไกลๆ
"แล้วท่านชื่ออะไร"เด็กหนุ่มรีบรบเร้าถามก่อนทุกอย่างจะจบลง
แต่คงไม่ท่านเด็กหนุ่มตื่นขึ้นมาอยู่ในห้องบนเตียงทีเดิม เขาเหงื่อออกมากทีเดียว เขายังบ่นในใจอยู่ว่า..."ยังไม่ได้บอกจะช่วยซักหน่อย"ความคิดเกิดขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกแสบที่แขนซ้าย เมื่อเด็กหนุ่มเหลือบไปเห็น เป็นอักษรสีม่วงประหลาดแต่น่าแปลกที่เด็กหนุ่มอ่านออก อักษรนั้นเขียนว่า ฟริ เก้ กรอส แกรน เดส มูน นา ก้า
โปรดติดตามชมตอนต่อไปนะครับ